วันจันทร์ที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2553

ประวิติอัมพวา


อัมพวา ด้วยเหตุที่อำเภออัมพวาเป็นสถานที่สำคัญ และเกี่ยวข้องกับประวัติศาสตร์ไทยในสมัยกรุงศรีอยุธยาถึงต้นกรุงรัตนโกสินทร์อยู่มาก สมัยก่อนเรียกกันว่า "แขวงบางช้าง" เป็นชุมชนเล็ก ๆ ที่มีความเจริญทั้งในด้านการเกษตร และการพาณิชย์ มีหลักฐานเชื่อได้ว่า ในสมัยสมเด็จพระเจ้าปราสาททองนั้น แขวงบางช้างมีตลาดค้าขายเรียกว่า "ตลาดบางช้าง" นายตลาดเป็นหญิงชื่อน้อย มีบรรดาศักดิ์เป็นท้าวแก้วผลึก นายตลาดผู้นี้อยู่ในตระกูลเศรษฐีบางช้างซึ่งต่อมาเป็นราชนิกุล "ณ บางช้าง"

ตลาดน้ำอัมพวา เป็นตลาดน้ำ ตั้งอยู่ใน ในจังหวัดสมุทรสงคราม ตลาดน้ำอัมพวานับว่าเป็นจุดที่ท่องเที่ยวที่มีเสน่ห์อีกแห่งหนึ่ง ที่นักท่องเที่ยวทั้งไทยและต่างประเทศให้ความสนใจ การที่ยวตลาดน้ำอัมพวานั้น สามารถทำได้ทั้งยามเช้าและเย็น ซึ่งจะให้บรรยาการที่แตกต่างกัน นักท่องเที่ยวไทยและต่างประเทศนิยมที่จะมาพักค้างคืนแบบฮมสเตย์เวลาเปิดก็วัน เสาร์ - อาทิตย์ อนึ่งตลาดน้ำอัมพวาอาจนับได้ว่าเป็นลักษณะของพิพิธภัณฑ์มีชีวิต ซึ่งยังคงเก็บรักษารูปแบบอาคารกลางแจ้ง เป็นจุดสนใจสำหรับการ

คำขวัญจังหวัดสมุทรสงคราม

เมืองหอยหลอด ยอดลิ้นจี่ มีอุทยาน ร 2 แม่กลองไหลผ่าน นมัสการหลวงพ่อบ้านแหลม

การเดินทางไปตลาดน้ำอัมพวา

รถยนต์จากกรุงเทพฯ ใช้ทางหลวงหมายเลข 35 ถนนพระราม 2 (ถนนธนบุรี-ปากท่อ เดิม) ไปถึงหลัก กม.ที่ 63 ชิดซ้ายใช้ทางคู่ขนานต่างระดับ เข้าตัวเมืองสมุทรสงคราม ถึงสี่แยกเลี้ยวขวา -เลี้ยวซ้ายข้ามทางรถไฟ เลี้ยวขวาถึงสามแยกไฟแดงเลี้ยวซ้ายวิ่งตรงไปประมาณ 6 กม. ถึงสามแยกอัมพวาชิดซ้ายเข้าอัมพวา วิ่งตรงผ่านตลาดอัมพวา
ข้ามสะพานคลองอัมพวา(สะพานเดชาดิศร) ซุ้มประตูวัดทางเข้าอยู่ซ้ายมือ


รถโดยสารประจำทางจากสถานีขนส่งสายใต้
- รถสาย 76 กทม.-ดำเนินสะดวก เป็นรถปรับอากาศผ่านจังหวัดจังหวัดสมุทรสงครามถึงตลาดอัมพวา เดินผ่านตลาด ข้ามคลองอัมพวา ตรงไปถึงวัด
- สาย 967 กทม.-สมุทรสงคราม ถึงสถานีขนส่งสมุทรสงคราม ขึ้นรถประจำทางสาย 333 แม่กลอง-อัมพวา-บางนกแขวก ผ่านหน้าวัด


เราเริ่มออกเดินทางเมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2553 เราเดินทางด้วยรถโดยสารประจำทางค่ารถ 70 บาท/คน ดิฉันกับเพื่อนเฮฮากันมากที่จะไปอัมพวาและตื่นเต้นมากฉันกับเพื่อนๆไปถึงที่อัมพวาเวลา 16.30 ตอนนั้นคนก็เริ่มเยอะแล้ว ดิฉันกับเพื่อนๆตกใจ ทำไมคนมันเยอะขนาดดนี้


จากนั้นดิฉันก็ตรงดิ่งไปหาอาหารทะเลกินกันเพราะอยากกินมาก ก็เลยสั่งกันมาแบบเต็มโต๊ะ โดยที่ไม่รู้ราคาอาหาร ตอนนั้นบนโต๊ะราคาประมาณ 500กว่าบาท หน้าสั่นกันเลยที่เดียวแต่ก็อร่อยมาก

จากนั้นดิฉันก็เดินกินไปตามทางเรื่อยมีทั้งอาหาร ของฝาก มากมาย เดินไปกินไป



จากนั้นพวกเราก็เราก็เดินไปที่ท่าเรือถ้าจะนั่งเรื่อชมหิ่งห้อยก็ใช้เวลาประมาณ 1 ช.ม ในการนั่งแต่พวกเราไม่ได้นั่งชมกันเพราะว่ากลัวจะตกรถ จังเดินเล่นและกินกันไปเรื่อยๆ สมัยก่อนมีหิ่งห้อยเยอะมาก และสวยมาก แต่สมัยนี้ไม่ค่อยมีหิ่งห้อยแล้วเพราะว่าชาวบ้านแถวนั้นเขาตัดต้นไม้ที่หิ่งห้อยชอบอยู่ทิ้งไปเพราะเขารำคาญเสียงเรือที่พานักท่องเที่ยวไปชมตอนกลางคืน จึงทำให้ไม่ค่อยมีหิ่งห้อยมากนักมีก็แต่คนนำดวงไฟไปติด

เดินไปเรื่อยฉันกับเพื่อนๆก็ได้เจอต้นไม้เขียนป้าย ต้นละ 59 บาท ก็จะมีคำบรรยายเก๋ๆก็เลยเลือกเอาคำว่า "มุมขี้" ซื้อกับมาซะ เดินไปอีกนิดนึงก็เจอหอยทอดน่ากินมากเห็นคนรุมดูกันเยอะจึงถ่ายรูปมา



เดินมาอีกก็จะมีของโปรดเด็ก เป็นอมยิ้มหลากหลายรสชาติมีทั้ง ช๊อกโกแล็ต เยลลี่ น้ำตาลไอซิ่งลายตัวการ์ตูน อันละ 2 บาท เด็กๆก็รุมชื้อกันเต็มไปหมด ดิฉันเอาก็ไปรุมซื้อกับเขาด้วย


เดินต่อมาก็เป็นร้านสมานการค้า ขายพวกกาแฟโบราณ มี ชาดำเย็น กระเจี๊ยบ ชามะนาว นมชมพู โอเลียง ร้านนี้พิเศษตรงที่ว่าเมื่อชื้อไปแล้วทานหมดสามารถนำไปเติมได้อีก เสียแค่ 5บาท และเปลี่ยนรสได้อีกด้วย

เดินเลี้ยวขวาไปทางข้างก็มีร้านอีมากมายก็เดินไปสะดุดกับเสื้อใส่แข่งปลาทูก็เลยนำมาให้ดูว่าจะแยกหันออกหรือป่
าวระหว่างเสื้อกับปลาทู 555 ถ้าเป็นเสื้อก็เข่งละ 129 บาท แต่ภ้าปลาทูก็แข่งละ 35 บาท


เดินเลี้ยวขวามาทางเรียบริมน้ำก็จะมีของขายมากมาย ที่สะดุดก็จะมีร้านขายของชำที่เก่ามาก ขายของชำที่เรียกว่าของชำจริงๆ

จากนั้นก็แอ๊บถ่ายรูปกับพวกของฝากเป็น กระปุกออมสินของอัมพวา ราคาก็อันละ 59 บาท แต่ไม่อยากซื้อมาก็เพราะว่ามีแกะตูดกระปุกกลัวว่าจะหยอดไม่เต็มสะที

เดินมากก็นิดก็จะได้ยินเสียงเพลง ก็จะมีคาราโอเก๊ะริมน้ำสามารถร้องได้แต่ก็ใส่กล่องค่าไฟสัก 10 บาท

ตรงข้ามกับคาราโอเก๊ะก็จะมีร้านสั่งทำเสื้อได้ แล้วก็รอรับรับได้เลย ตัวละประมาณ 160 บาท เราสามารถเขียนอะไรลงไปในเสื้อก็ได้แล้วแต่เรา

บริเวณแถวนั้นก็จะมีร้านขายขนมตอยสมัยเด็ก เช่นหมากฝรั่งตาแมว ลูกอมไข่ อีกร้านใกล้ๆ ตรงนั้นก็จะขายกล่องไม้ขีด หน้ากล่องไม่ขีดก็จะเป็นรูปต่างๆให้เลือกมากมาย

เดินตรงไปอีกนิดก็เจอกับคุณยายน่ารักมาก นั่งขายกระเป่ากะลา กระเป๋าต่างอยู่ คุณยายคงห่วงกิจการเลยต้องลงมานั่งเฝ้าเองเลย

เดินตรงไปเรื่อยก็เจอร้านกาแฟที่ตกแต่งร้านได้เก๋มาก ส่วนโต๊ะนั่งก็เก๋มากนำเบาะรถจักรยานมาทำเป็นที่นั่งที่วางเท้าก็ใช้เป็นที่ปั่นจักรยาน มีของเล่นสมัยเก่าขาย มีที่ไข๋โหล่ ก็มีของตั้งโชว์เก่าหลายอย่าง เช่น บุหรี่ ลังเป๊ปซี่






จากนั้นก็ก็เดินเล่นพอมาดูเวลาอีกที่ก็ใกล้จะ 2 ทุ่มแล้ว ก็เลยเดินกลับหาซื้อของฝากและของกินกลับไปกินกัน บรรยากาศตอนใกล้มืดคนก็เริ่มน้อยลง มีก็แต่เพียงคนที่พักอาศัยอยู่ที่โฮมสเตล์


ก็เลยเดินมาซื้อไข่กระโหลก พอดีไปสะดุดกับภาพได่มาจิ้มๆไข่กระโหลก เพื่อนจึงอยากเป็นได๋บ้างจึงขอถ่ายรูปท่าเดียวกันกับได๋เลย เจ้าองร้านก็ชอบใจใหญ่ บอกว่ามาคราวหน้าล้างรูปมาติดหน้าร้านด้วย


ถ้าคนไหนไปอัมพวาก็จะไม่พลาดการซื้อโมบาย เดินมาอีกนิดก็จึงซื้อโมบายไว้หนีบรูป เส้นละ 25 บาท ที่สวนจตุจักรก็มีแต่ขายอยู่เส้นละ 30 บาท

จากนั้ก็รีบเดินกลับเพราะกลัวตกรถอย่างที่เห็นก็ของเต็มไม้เต็มมือ

ขอทิ้งท้ายไว้ให้ทุกคนได้ลองอ่าน ชื่อถนนของอัมพวาดู ว่าเพื่อนๆจะอ่านกันว่าอย่างไร


ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น